หน้าหลัก    
   

 

“การคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานเพื่อการประกวด”

สุนัขไทยหลังอาน Thai Ridgeback Dog สุนัขประจำชาติ

โดย...

อาจารย์ วิภาส ทวีกิติกุล

กรรมการตัดสิน สมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัขแห่งประเทศไทย

****

 

“การคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานเพื่อการประกวด”

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่ามิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรมากมายเกี่ยวกับสุนัขไทยหลังอานนะครับ ทุกคนมีครูบาอาจารย์ อยู่ที่โอกาสจะเอื้ออำนวยในการเผยแพร่ความรู้ต่อสาธารณะของแต่ละท่านอาจไม่เหมือนกัน ต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกๆท่านที่ให้ทั้งความรู้และคำชี้แนะมาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมา ณ ที่นี้ครับ..และยินดีรับฟังคำชี้แนะจากทุกๆท่านครับ

.. เรามาเริ่มกันเลย..

สุนัขทุกตัวสามารถประกวดได้ถ้ามีเงินค่าสมัครและมีคนจูงลงประกวด แต่จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของสุนัขที่มักจะเรียกกันว่า “ฟอร์ม” หรือ Conformation
สุนัขฟอร์มประกวด (Show conformation) ย่อมมีลักษณะที่แตกต่างจากสุนัขเลี้ยงไว้เฝ้าบ้านหรือเป็นเพื่อนเล่นทั่วไปที่มักจะเรียกว่า สุนัขเลี้ยงเล่น (Pet) ต่อไปนี้เรามาลองคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานให้ได้ฟอร์มประกวดกันนะครับ

ตอนที่ 1. ว่าด้วยเรื่องของอาน (Ridgeback)

ลูกสุนัขทุกสายพันธุ์พอคลอดออกมาก็ดูคล้ายๆกันไปหมด แต่สำหรับลูกสุนัขไทยหลังอานนั้นมีความพิเศษกว่าสุนัขสายพันธุ์อื่นๆ คือสามารถคัดเลือกได้ตั้งแต่แรกคลอดทีเดียว นั่นคือ “อาน” คลอดออกมาปุ๊บก็เห็นอานบนสันหลังแล้ว จะเป็นอานอะไรก็ได้ ขอให้พิจารณาตัวที่มีอานสวยและสมดุลก่อนเป็นอันดับแรก ตัวที่อานไม่ชัด หรือไม่มีอาน ตัดออกไปจากแนวคิดที่จะนำมาประกวดได้เลย ส่วนตัวที่อานไม่สมดุล ให้พิจารณาเป็นอันดับรอง ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรเลือก เพราะถ้าเลือกก็ต้องทำใจเผื่อไว้ด้วยว่า สักวันหนึ่งหากในสนามเจอคู่แข่งที่สวยพอๆกับของเรา แต่อานของเขาสมดุลกว่า เราก็มีสิทธิ์แพ้เพราะเจ้า “อาน” นี่เป็นเหตุก็ได้นะครับ เพราะอานที่ไม่สมดุลถือเป็นหนึ่งในข้อบกพร่องที่ระบุไว้ชัดเจนในมาตรฐานพันธุ์

 

“อาน” มีหลายรูปแบบ และความยาว แต่ต้องสมดุลกันทั้งสองข้าง  ลักษณะของอานหลักๆมี 8 ชนิด ได้แก่ อานใบโพธิ์ อานพิณ อานไวโอลิน อานม้า(แผ่น) อานลูกศร อานโบลิ่ง อานเทพพนม และอานเข็ม และอาจจะมีอานลักษณะใกล้เคี ยงแตกออกมาได้อีกมากมาย แต่จะมีพื้นฐานมาจากอานชนิด ใดชนิดหนึ่งใน 8 ชนิดดังกล่าวข้างต้น (ดูภาพประกอบ)

 

** ดูอย่างไรว่าเป็นอานที่สมดุลหรือไม่สมดุล ...ให้ดูจากขอบเขตของอานจะต้องไม่แตกแยกออกนอกแนว หากมีเส้นโค้งเว้าด้านซ้าย ก็ต้องโค้งเว้าที่ด้านขวาตรงกันด้วย เช่นเดียวกับการมีขวัญหรือก้นหอยก็ต้องมีทั้งสองข้างตรงกัน ...ยกตัวอย่างให้ดูตามภาพประกอบ (แถวบนไม่สมดุล แถวล่าง

 

อาน” ชนิดใดดีที่สุด เป็นคำถามยอดฮิต เคยได้รับคำถามนี้จากแฟนพันธุ์แท้ไทยหลังอานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งกรรมการต่างชาติด้วย

คำตอบก็คือ อานทุกชนิดหากมีความสมดุลแล้วดีหมด แต่ถ้าจะนำมาประกวดแล้ว ควรเป็นอานที่มีขอบเขตของอานอยู่ในแนวสันหลังสุนัขเพราะในมุมมองด้านข้าง อานจะช่วยเสริมเส้นหลังให้ดูคมชัดกว่าอานที่มีเส้นขอบอานเว้าลงมาข้างลำตัว โดยเฉพาะในขณะเคลื่อนไหว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของกรรมการตัดสิน โดยส่วนตัวแล้วให้ความสำคัญกับอานทุกชนิดเท่ากันหมด ขอเพียงให้มีความสมดุลถูกต้องเท่านั้น

 

"การคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานเพื่อการประกวด"

ตอนที่ 2 ว่าด้วยเรื่องของสุขภาพ (Healthy)

 

ลูกสุนัขที่จะคัดเลือกเอามาประกวดก็เหมือนกับลูกสุนัขทั่วไป ควรมีสุขภาพดี แข็งแรงตั้งแต่แรกเกิด กินเก่ง แววตาสดใสไม่มีขี้ตาเกรอะกรัง จมูกต้องชื้น ไม่แห้งหรือมีขี้มูกไหลเยิ้ม ลิ้นมีแต้มดำได้แต่ต้องมีสีชมพูด้วย เหงือกก็เช่นกันมีสีเข้มได้แต่ต้องมีสีชมพูด้วย สีชมพูยิ่งเข้มยิ่งดีแสดงถึงความสมบูรณ์ของสุนัข ไม่ใช่ดูซีดไปหมด

ไม่ควรเลือกเพราะความน่ารักหรือเพียงแค่ถูกชะตา ต้องดูด้วยว่าร่างกายลูกสุนัขอ่อนแอกว่าตัวอื่นๆในครอกเดียวกันหรือไม่ เช่น ตัวเล็กผิดปกติ แคระแกรน หางกุด หางคด (ข้อกระดูกหางคดหรือหัก สามารถตรวจได้ด้วยการจับรูดตรวจกระดูกหางทีละข้อ) ต้องเดิน วิ่งได้ตามปกติ ขาไม่อ่อนปวกเปียก หรือขาเป๋ สภาพขนมันเป็นเงาไม่แห้งกร้านและไม่เป็นโรคผิวหนัง นิ้วเท้าต้องครบ คือ เท้าหน้าข้างละ 5 นิ้ว เท้าหลังข้างละ 4 นิ้ว รวม 18 นิ้ว..ไม่มีนิ้วติ่งเกินมา

 

เรื่องต่อมาก็ได้แก่โรคประจำพันธุ์ที่เรียกว่า “ซีสต์” ให้ตรวจคลำได้ตั้งแต่ลูกสุนัขอายุ 1 สัปดาห์ขึ้นไป โดยการจับที่หนังหลังคอลูกสุนัขค่อยๆดึงขึ้นแล้วรูดไปมาไล่ลงไปถึงโคนหาง หากมีซีสต์ก็จะมีตุ่มเล็กๆใต้ผิวหนังสะดุดนิ้ว ตัวนี้ก็ไม่ควรเลือก (รายละเอียดหาอ่านได้ในบทความที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้) แม้ว่าปัจจุบันการผ่าตัดเอาซีสต์ออกเป็นเรื่องง่ายก็ตาม แต่โอกาสที่จะถ่ายทอดทางพันธุกรรมมีมากทีเดียว สุนัขที่เป็นซีสต์และผ่านการผ่าตัดเอาซีสต์ออกแล้ว ถึงแม้ว่าจะสามารถลงประกวดได้ก็ตาม แต่ไม่เหมาะที่จะเก็บเอาไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์อีกต่อไป จึงไม่ควรเลือกเอามาประกวดให้สิ้นเปลืองทั้งเวลาและเงินทอง และเป็นภาระในอนาคต กรณีนี้ผู้ขายควรซื่อสัตย์ต่อลูกค้าและร่วมแรงร่วมใจกันขจัดปัญหานี้ให้หมดไป

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงหลักเบื้องต้นของการเลือกลูกสุนัขให้ได้สุขภาพดีนะครับ. ซึ่งจะส่งผลต่อไปในระยะยาวในเวทีประกวดที่จะกล่าวถึงในตอนต่อๆไป.

 

 

การคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานเพื่อการประกวด

ตอนที่ 3 ว่าด้วยเรื่องส่วนหัว (Head)

รูปทรงหรือรูปร่างของสุนัข (Morphology) เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) แต่เราคงจะไม่ลงลึกไปถึงส่วนของกระดูกแต่ละชิ้นครับ เพราะเป็นเพียงบทความสำหรับมือใหม่หัดประกวดสุนัขไทยหลังอาน อาจจะมีสอดแทรกบ้างเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น

ควรคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานตั้งแต่อายุ 45 วันขึ้นไป อายุยิ่งมากยิ่งดี แต่โดยทั่วไปผู้เพาะพันธุ์จะจำหน่ายลูกสุนัขฟอร์มประกวดออกหมดภายในไม่เกิน 3 เดือน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในการคัดเลือกลูกสุนัขเพื่อการประกวด ให้ศึกษาเปรียบเทียบจากหลายๆแหล่ง หลายๆคอกก่อนตัดสินใจ ดังภาษิตที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” สำหรับผู้ที่ไม่นิยมการประกวดสุนัข แต่อยากได้สุนัขไทยหลังอานสวยๆไว้ประจำบ้าน สามารถนำเทคนิคการคัดเลือกลูกสุนัขนี้ไปเป็นแนวทางได้อยู่แล้วครับ.....ลองติดตามดูครับ

ส่วนหัวของสุนัขประกอบไปด้วย :

1. กะโหลกศีรษะ (skull) ลูกสุนัขยังเล็กๆกะโหลกศีรษะยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ จึงเป็นการยากมากที่จะคัดเลือก โดยทั่วไปจะคัดตัวที่กะโหลกใหญ่ไว้ก่อน บนสุดของกะโหลกไม่ควรกลมนูนจนเกินไป (dome head) และไม่มีรอยยุบเว้าแบบผลแอปเปิ้ล (apple head) โตขึ้นกะโหลกศีรษะจะขยายกว้างขึ้นและควรแบนราบระหว่างใบหู (ดูภาพประกอบ)

 2. หน้าผาก (Forehead) หน้าผากของลูกสุนัขยังเล็กมาก บางตัวหน้าผากจะยังตึงอยู่ พอโตขึ้นจะมีรอยย่นเมื่อตื่นตัว ข้อนี้ผ่านได้ไม่ต้องไปกังวล

3. ดั้งหัก (Stop) เป็นส่วนที่หักมุมระหว่างกะโหลกกับครอบปาก ลูกสุนัขยังเล็กอยู่จะมองไม่ค่อยชัด พอโตขึ้นควรเห็นได้ชัดเจน แต่ต้องไม่หักมุมมากจนเหมือนสุนัขพันธุ์บ็อกเซอร์ ให้พิจารณาส่วนนี้จากพ่อแม่พันธุ์ประกอบการตัดสินใจ (ดูภาพเปรียบเทียบ)

4. จมูก (Nose) ควรมองเห็นเป็นสีเข้มจนถึงดำตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัขตัวเล็ก ๆ ถ้ามีรอยด่างก็ไม่ควรเลือก

5. สันจมูก (Nasal bridge) ควรตรง

6. ครอบปาก หรือกรวยปาก (Muzzle) ควรสั้นตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข มีรูปทรงทู่ ปลายปากจะเล็กกว่าโคนปาก โตขึ้นรูปทรงจะมีลักษณะคล้ายรูปลิ่ม แต่ไม่ถึงกับเรียวแหลมเหมือนสุนัขจิ้งจอก และไม่เป็นทรงกระบอกสี่เหลี่ยมแบบสุนัขพันธุ์บาสเซ็ทฮาวด์ (ดูภาพเปรียบเทียบ)

เมื่อโตเต็มวัยครอบปากจะสั้นกว่าส่วนของกะโหลกศีรษะเล็กน้อย ประมาณ 2:3 ส่วน สำหรับลูกสุนัขไทยหลังอานสีแดง หากมีปากมอมด้วยจะเพิ่มเสน่ห์น่าหลงใหล ปากไม่มอมก็ไม่ผิดมาตรฐานพันธุ์เพราะเป็นเพียงความชื่นชอบ (preferable) 

7. ริมฝีปาก (Lips) ลูกสุนัขขณะยังเล็กๆอาจมองริมฝีปากได้ไม่ค่อยชัด แต่ควรมีสีเข้มให้เห็นแล้ว และริมฝีปากบนก็ไม่ควรหนาเทอะทะจนครอบริมฝีปากล่างทั้งหมด โตขึ้นริมฝีปากต้องแนบประกบกันสนิทพอดี ไม่ใช่ครอบริมฝีปากล่างทั้งหมดแบบสุนัขพันธุ์บาสเซ็ทฮาวด์ หรือห้อยย้อยแบบบ๊อกเซอร์ 

8. ลิ้น (Tongue) ของลูกสุนัขอายุ 45 วันขึ้นไป สามารถตรวจดูจุดดำบนลิ้นได้แล้ว จะมีแต้มดำมากน้อยแค่ไหนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเป็นเพียงความชื่นชอบ (preferable) ไม่มีแต้มดำก็ไม่ผิดมาตรฐานพันธุ์ ถ้ามีก็ยิ่งดีเอาไว้เป็นแต้มต่อ

9. ฟัน (Teeth) ลูกสุนัขอายุยังไม่ถึง 4 เดือนยังเป็นฟันน้ำนม แต่ก็สามารถตรวจดูการสบของฟันหน้าได้แล้ว ควรเลือกตัวที่ฟันหน้าสบกันแบบกรรไกร (scissor bite) ไม่ควรเลือกตัวที่ฟันล่างยื่นล้ำฟันบน (under shot) โดยเด็ดขาด ส่วนตัวที่ฟันบนยื่นล้ำฟันล่าง (Over shot) อนุโลมให้ฟันลูกสุนัขยื่นล้ำได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น เพราะพอโตขึ้นมีโอกาสสบชิดเข้ามาเป็นแบบกรรไกรได้ แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ให้หลีกเลี่ยง คือไม่เลือกเอามาประกวดจะดีกว่า และตัวที่ฟันบนสบเสมอกับฟันล่าง (Even) ถ้าไม่จำเป็นก็ให้หลีกเลี่ยง เพราะโตขึ้นมีโอกาสพัฒนาไปเป็น Under shot ได้ (ดูภาพประกอบ)

10. ดวงตา (Eyes) มีขนาดกลางไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป นัยน์ตาของลูกสุนัขควรเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ ไม่ควรเลือกตัวที่ตาสีจางๆ (ยกเว้นสุนัขสีสวาดและสีกลีบบัว อนุโลมให้สีตาอ่อนลงได้) รูปทรงของดวงตาควรเป็นทรงรี (almond shape) รูปทรงเป็นแนวนอนไม่เฉียงขึ้นแบบสุนัขพันธุ์ไซบีเรี่ยน ไม่เป็นทรงกลมแบบสุนัขพันธุ์ปั๊ก และลูกตาต้องไม่โปน (ถ้ามีขอบตาดำจะเพิ่มเสน่ห์ให้กับดวงตา)

11. หู (Ears) ของลูกสุนัขยังเล็กๆจะยังไม่ตั้ง แต่ควรเลือกตัวที่ใบหูเล็กและบางไว้ก่อน ส่วนตัวที่ใบหูใหญ่และหนาไม่มากจนเกินไปและมีส่วนอื่นๆดีมาก ก็ให้เล็งๆไว้ด้วย แต่อาจจะต้องดามใบหูช่วยให้ตั้งสวยงามตั้งแต่ตอนอายุ 2 เดือนขึ้นไป ใบหูต้องเป็นรูปสามเหลี่ยม ตำแหน่งหู(โคนหู) จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับส่วนบนสุดของกะโหลกศีรษะ พอกะโหลกขยายตัวได้ที่โคนหูด้านในก็จะพอดีกับส่วนบนของกะโหลก(เส้นขอบหูด้านในทำมุมกับแนวดิ่งประมาณ 40-45 องศากำลังดี) ตัวที่ตำแหน่งหูอยู่ต่ำมากๆก็ไม่ควรเลือก เพราะโตขึ้นหูจะตั้งกางออกด้านข้างมากเกินไป 

** หมายเหตุ หัวของลูกสุนัขจะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามพันธุกรรม จึงควรพิจารณาหัวของพ่อแม่พันธุ์ประกอบการตัดสินใจด้วย **

จบเรื่องส่วนหัวของสุนัขไทยหลังอานแล้ว ต่อไปจะเข้าเรื่องส่วนของลำตัว และจะเริ่มเห็นฟอร์มของลูกสุนัขกันแล้วครับ..

** โปรดติดตามตอนต่อไป **

 

 

การคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานเพื่อการประกวด

ตอนที่ 4 ว่าด้วยเรื่องส่วนลำตัว (Body)

 


รูปทรงของลำตัวสุนัขไทยหลังอานนั้น เราสามารถประเมินเบื้องต้นได้ตั้งแต่แรกคลอด ควรเล็งตัวที่มีรูปร่างกลมๆสั้นๆไว้ก่อน ส่วนตัวที่คลอดออกมาลำตัวยาวๆให้แค่ชำเลืองมองผ่านๆก็พอ ผู้ที่ทำคลอดลูกสุนัขด้วยตัวเองหรือป้อนนมลูกสุนัขด้วยมือตัวเองย่อมสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ดังภาษิตที่ว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ” แต่เราจะมาลองคัดเลือกกันตอนลูกสุนัขอายุสัก 45 วันขึ้นไปจะชัดเจนกว่านะครับ..

สัดส่วนระหว่างความยาวลำตัว ต่อ ความสูงของสุนัขไทยหลังอาน มาตรฐานพันธุ์กำหนดไว้ที่ 11 ต่อ 10 นั่นคือ ความยาวลำตัวจะยาวกว่าความสูงเพียงร้อยละ 10 แต่ที่ให้เลือกตัวที่ลำตัวสั้นๆไว้ก่อน เนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตของลำตัวสุนัขเมื่อโตขึ้น มักจะไปทางยาวขึ้นมากกว่าสั้นลง ดังนั้น หากไปเลือกตัวที่มีลำตัวยาวๆตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข โอกาสโตขึ้นเป็นสุนัขที่มีลำตัวยาวเกินไปมีค่อนข้างสูง

 

ลำตัวของสุนัขประกอบด้วย

1. เส้นหลัง (Top line) แยกส่วนเป็น

1.1 ตระโหงก (withers) บางครั้งก็เรียกว่าหัวไหล่ เป็นจุดหักมุมระหว่างลำคอกับเส้นหลัง และใช้เป็นจุดสูงสุดในการวัดส่วนสูงของสุนัข ให้ลองจับลูกสุนัขยืนบนโต๊ะ เอาขนมล่อให้เงยหน้าขึ้น แล้วเล็งดูว่าหัวไหล่สูงหรือต่ำ ให้เลือกตัวที่มีหัวไหล่สูงไว้ก่อน ส่วนนี้จะลาดลงไปหากระดูกสันหลัง (back) 

1.2 สันหลัง (back) เป็นส่วนที่เชื่อมต่อถัดมาจาก withers มีการหักมุมลาดลงมาเล็กน้อยเข้าสู่แนวระนาบของเส้นหลัง จุดเชื่อมต่อนี้สำคัญมาก โดยมีเบ้ากระดูกเป็นตัวเชื่อม (จะอธิบายรายละเอียดอีกครั้งในบทที่ว่าด้วยการเคลื่อนไหวของสุนัข) แต่ในเบื้องต้นให้พิจารณาเลือกตัวที่มีกระดูกสันหลัง (back) สั้นและแข็งแรงเป็นเส้นตรงไว้ก่อน ตัวที่กระดูกสันหลังมีรอยคด โก่งขึ้น หรือแอ่นหรืออ่อนมากไม่ควรเลือก สัมผัสได้ด้วยการเอาฝ่ามือค่อยๆลูบไปบนสันหลังลูกสุนัข (จะอธิบายอีกครั้งในบทที่ว่าด้วยการเคลื่อนไหว)

1.3 เอว (loin) เป็นส่วนที่ถัดมาจากสันหลัง ควรเลือกตัวที่มีเอวสั้นและแข็งแรงไว้ก่อน ไม่ควรเลือกตัวที่เอวยาวหรือบางจนเกินไป

1.4 บั้นท้าย (croup) เป็นส่วนสุดท้ายของเส้นหลัง ลูกสุนัขยังเล็กมากจะสังเกตส่วนนี้ได้ยากมาก แต่ให้สังเกตจากตำแหน่งหางที่จะกล่าวถึงในบทต่อไป 
(ดูภาพประกอบ)

1.5 เส้นหาง (Tail) ให้พิจารณาเลือกตัวที่โคนหางใหญ่และยาวเรียวไปสู่ปลายหางไว้ก่อน จะยาวเลยข้อเท้าหลังก็ได้ พอโตขึ้นความยาวหางก็จะพอดี และเส้นหางต้องมีความโค้งเพียงนิดเดียวก็พอ หากโค้งสวยงามตั้งแต่เล็ก พอโตขึ้นหางมีโอกาสโค้งมากขึ้นจนเกินมาตรฐานไปหรือโค้งจนติดหลังได้ ตำแหน่งหาง(โคนหาง) ควรอยู่ต่ำกว่าระดับของเส้นหลังเล็กน้อย และอย่าลืมเอามือรูดหางเพื่อตรวจดูข้อกระดูกหางด้วย หากเจอข้อกระดูกมีรอยคด (kink tail) ต้องไม่เลือกเอามาประกวด

 

2. เส้นล่าง (Under line) แยกส่วนเป็น

2.1 อก (chest) ให้เลือกตัวที่มีอกกว้างเต็มโดยมองจากด้านหน้าและลึกลงมาถึงข้อศอกพอดีโดยมองจากด้านข้าง ทดสอบโดยการเอาฝ่ามือลูบคลำใต้อกลูกสุนัขเปรียบเทียบกันหลายๆตัวในครอกเดียวกัน พิจารณาเลือกตัวที่อกใหญ่และลึกถึงข้อศอก จากนั้นให้ลองคลำซี่โครงลูกสุนัขว่าลึกไปทางด้านหลังมากแค่ไหน ยิ่งลึก(ใหญ่)ยิ่งดี แสดงถึงความแข็งแรงของปอดที่อยู่ภายในและโตขึ้นซี่โครงจะขยายได้ดี รูปทรงของซี่โครงของสุนัขไทยหลังอานที่โตเต็มวัยจะเป็นรูปตัววี (v-shape) ไม่ใช่รูปทรงกระบอกแบบถังเบียร์(barrel- shape) อย่างสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ (ดูภาพประกอบ)

2.2 ท้องน้อย (belly) ถัดจากซี่โครงไปจะเป็นท้องน้อยหรือใต้เอว ต้องสัมผัสได้ถึงส่วนเว้าขึ้นบ้างแล้ว พอโตขึ้นส่วนบนของเอวจะต้องกว้างและแข็งแรงในขณะที่มีส่วนล่างของเอวจะเว้าขึ้นอย่างสวยงาม (well tuck up) แต่ไม่ใช่เอวบางคอดจนเหมือนตัวต่อ ตัวแตน (wasp waist) 

** เป็นยังไงบ้างครับท่านผู้ชม เริ่มจะเห็นฟอร์มลูกสุนัขเพื่อการประกวดหรือยัง ถ้ายังก็ต้องรอติดตามต่อในบทที่ว่าด้วยส่วนแขนขา พอเอามาประกอบกับส่วนลำตัวก็จะเห็นฟอร์มชัดเจนยิ่งขึ้นครับ **

**โปรดติดตามตอนต่อไป **

 

 

การคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานเพื่อการประกวด

ตอนที่ 5 ว่าด้วยเรื่องส่วนแขนและขาของสุนัข (Limbs)

ส่วนแขนและขาของสุนัขถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับสุนัขเพื่อการประกวด มีผลต่อบุคลิกของสุนัขทั้งขณะยืนและเคลื่อนไหว เพราะต่อให้ส่วนอื่นๆสวยงามแค่ไหน ถ้าแขนและขาไม่ดี ก็เปรียบได้กับนางงามที่มีใบหน้างดงาม และมีอก เอวสวย แต่แขนขาไม่ดี เดินบนเวทีประกวดรอบแรกก็คงจะตกรอบแล้ว

สำหรับสุนัขแล้วคำว่าแขนหมายถึงขาคู่หน้า ส่วนขาหมายถึงขาคู่หลัง ..ลองมาติดตามดูนะครับ

ส่วนแขนและขาของสุนัขจะแบ่งเป็นโครงสร้างส่วนหน้าและโครงสร้างส่วนท้าย

1. โครงสร้างส่วนหน้า (Forequarters) ประกอบไปด้วย

1.1 ไหล่ (Shoulder) สุนัขไทยหลังอานเป็นสุนัขขนสั้นเรียบ มองเห็นกระดูกไหล่ได้ไม่ยาก มุมไหล่ของสุนัขเกิดจากการทำมุมกันระหว่าง กระดูกสะบัก (Scapulars หรือ Shoulder blades) กับกระดูกแขนท่อนบน (Humerus หรือ Upper arms)

โดยทฤษฎีแล้วหากกระดูกสองชิ้นนี้ยาวเท่ากันและทำมุม 90 องศา จะส่งผลให้สุนัขก้าวขาหน้าได้ดีที่สุด แต่โดยทั่วไปมุมไหล่ของสุนัขไทยหลังอานจะอยู่ที่ประมาณ 100-110 องศา ต่อมาได้มีการพัฒนาให้ค่อยๆสวยขึ้นๆ ใครที่สามารถพัฒนาได้ใกล้เคียงอุดมคติได้มากเท่าไหร่ยิ่งมีผลดีเท่านั้น ที่กล่าวมาเป็นแค่ทฤษฎีเพื่อปูพื้นความรู้เล็กๆน้อยๆให้กับนักประกวดสุนัขหน้าใหม่เท่านั้น รายละเอียดจะไม่กล่าวถึงเพราะมีมากเกินไปสำหรับมือใหม่หัดประกวด

 


Wip Tkk
 มาดูวิธีการคัดเลือกกันเลย.. เทคนิคใครเทคนิคมันนะครับ ....(ภาพลูกสุนัขที่นำมาแสดงเป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ถือเป็นสุนัขที่สวยที่สุดนะครับ)

...ให้อุ้มลูกสุนัขขึ้นบนโต๊ะแล้วเอาขนมล่อให้ลูกสุนัขเงยหน้าขึ้น จากนั้นให้พิจารณาจากด้านข้าง ให้เลือกตัวที่หัวไหล่อยู่สูงกว่าเส้นหลังเล็กน้อย ไม่ควรเลือกตัวที่หัวไหล่อยู่ต่ำกว่าระดับของเส้นหลัง เพราะเวลาวิ่ง ส่วนหน้าของสุนัขจะทิ่มลงต่ำ มีโอกาสที่ส่วนท้ายจะโด่งขึ้นอีกด้วย ทำให้ขาดความสง่างาม

หัวไหล่ (withers) ควรอยู่ในตำแหน่งตรงกับแนวดิ่งลงมาหาด้านหลังของข้อศอกพอดี เมื่อลูกสุนัขโตขึ้นสุนัขจะยืนขาหน้าได้อย่างสมดุลและเชิดไหล่ได้อย่างสง่าผ่าเผย และน้ำหนักส่วนหน้าจะลงตรงขาหน้าได้ดีที่สุดทั้งขณะยืนและเคลื่อนไหว (ดูภาพเปรียบเทียบประกอบ)

 

** มุมไหล่แม้ว่าขณะลูกสุนัขยังเล็กๆจะยังมองได้ไม่ชัดเจน แต่ให้พิจารณาตัวที่มีสันอกยื่นออกด้านหน้าเล็กน้อยไว้ก่อน เพราะเมื่อลูกสุนัขโตขึ้นโอกาสมีมุมไหล่ดีกว่าตัวที่สันอกยื่นมากเกินไป หรือสันอกแบนราบ
• อธิบายตามภาพ (A) ถูกต้อง (B) ไหล่โย้ไปด้านหลัง (C) ไหล่โย้ไปด้านหน้า

 

1.2 ขาหน้า (Forearms) ให้ค่อยๆใช้มืออุ้มลูกสุนัขขึ้นช้าๆจนขาหน้าลอยจากพื้น แล้วค่อยๆวางขาหน้าทั้งสองลงกับพื้นโต๊ะ จากนั้นให้สังเกตจากด้านหน้าดูว่าขาหน้าตั้งแต่ข้อศอกลงมาถึงปลายเท้าตรงหรือไม่ ควรเลือกตัวที่ขาหน้าตั้งตรงและขนานกันมากที่สุด

** ไม่ควรจับขาลูกสุนัขบิดนะครับ เพราะกระดูกยังอ่อนมากอาจส่งผลเสียในอนาคต ต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

** อธิบายตามภาพ : (1)ข้อศอกหุบเข้า (2)ข้อศอกกางออก (3) ปลายเท้าหรือข้อเท้าบิดออกข้าง และ(4) ขาหน้าตรงถูกต้อง

 

1.3 ข้อเท้าหน้า (Pastern) จากข้อ 1.2 ให้มองจากด้านข้าง ให้สังเกตดูว่าข้อเท้าแข็งแรงหรือข้อเท้าอ่อนแอเกินไป(weak pastern) ข้อเท้าสามารถทำมุมเอียงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
* อธิบายตามภาพ (A) ถูกต้อง (B) ไม่ถูกต้อง (ข้อเท้าอ่อน)

 

1.4 เท้าหน้า (Feet) เท้าลูกสุนัขขณะยังเล็กๆอยู่จะยังมีลักษณะมนๆ ให้เลือกตัวที่นิ้วเท้าใหญ่และกระชับ ไม่ถึงกับต้องกลมเหมือนเท้าแมว แต่ก็ไม่ควรกางหรือแบนเหมือนเท้ากระต่าย

* อธิบายตามภาพ (A) นิ้วเท้ากระชับถูกต้อง (B) ไม่ถูกต้อง (นิ้วเท้ากาง)

(ควรพิจารณาลักษณะเท้าของพ่อแม่พันธุ์ประกอบการตัดสินใจ) ส่วนเล็บของลูกสุนัขส่วนใหญ่ยังเป็นสีจางๆ บางตัวมีสีดำให้เห็นแล้ว โตขึ้นสีเล็บจะอ่อนเข้มไปตามสีขนของสุนัขจึงขอผ่านเรื่องนี้ไป

 

** ส่วนแขนและขาของลูกสุนัข ยังไม่จบนะครับ เป็นเรื่องสำคัญและต้องคุยกันยาวหน่อย วันนี้เอาแค่โครงสร้างส่วนหน้าไปศึกษาก่อนนะครับ ค่อยๆติดตามกันต่อไป ซึ่งต่อไปจะเป็นเรื่องของโครงสร้างส่วนท้ายครับ อย่าลืมนะครับว่า การคัดเลือกลูกสุนัขควรพิจารณาลักษณะโครงสร้างของพ่อแม่พันธุ์ประกอบด้วยนะครับ ดังภาษิตที่ว่า "ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น"

** สุนัขจะชนะการประกวดได้ไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้ง 100 % ตามมาตรฐานพันธุ์หรือตามที่กล่าวไว้ในบทความนี้ แต่ขอให้มีส่วนดีมากที่สุด และไม่มีข้อบกพร่องร้ายแรง ก็มีโอกาสไปถึงดวงดาวได้แล้วครับ 

 

การคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานเพื่อการประกวด

ตอนที่ 5 ว่าด้วยเรื่องส่วนแขนและขาของสุนัข (Limbs) (ต่อ)

2. โครงสร้างส่วนท้าย (Hindquarters) ประกอบไปด้วย

2.1 ขาหลัง (Thigh) ส่วนนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนปราบเซียนก็ได้ ยาวไปก็ไม่ดี สั้นไปก็ไม่ดี ความพอดีเป็นเรื่องที่ทำได้ยากจริงๆ พบได้บ่อยมากที่ลูกสุนัขตอนเล็กๆขาหลังดูดีมาก พอโตขึ้นเป็นคนละเรื่องเลย ...อย่างไรก็ตาม หากจะประกวดสุนัขในระบบ FCI ก็ต้องยึดตามหลักมาตรฐานสากลโดยไม่ขัดต่อข้อกำหนดในมาตรฐานพันธุ์ที่ระบุไว้ชัดเจนแล้ว เรามาลองติดตามวิธีคัดเลือกกันนะครับ

(ย้ำอีกครั้งบทความนี้เขียนจากประสบการณ์จริง นำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นแนวทาง ผู้สนใจโปรดใช้วิจารณญาณในการรับชมนะครับ)

** ขาหลังของสุนัขประกอบไปด้วย

2.1.1 กระดูกเชิงกราน (pelvic) เป็นส่วนที่ทำให้เกิดส่วนลาดเอียงของบั้นท้าย

2.1.2 ขาหลังท่อนบน (Upper thigh)
2.1.3 ขาหลังท่อนล่าง (Lower thigh)
สองส่วนนี้จะทำมุมที่เรียกว่ามุมเข่า (stifles)

2.1.4 ข้อเท้าหลัง (hock) เปรียบได้กับส้นเท้าของมนุษย์ เกิดจากการทำมุมระหว่างกระดูกขาหลังท่อนล่าง กับ กระดูกฝ่าเท้า มุมข้อเท้าหลังที่เหมาะสมโดยทั่วไปจะเป็นมุมฉากรวมทั้งสุนัขไทยหลังอานด้วย

2.1.5 ฝ่าเท้าหลัง (rear pastern) เปรียบได้กับฝ่าเท้าของมนุษย์ ตามภาพจะเห็นได้ว่าสุนัขไม่ได้ยืนอยู่บนฝ่าเท้าเหมือนมนุษย์ แต่จะยืนอยู่บนนิ้วเท้าและมีอุ้งเท้า (pad) ช่วยรองรับ

** ลักษณะของโครงสร้างส่วนท้ายที่ดีที่สุดและสมดุลที่สุด ต้องสามารถถ่ายน้ำหนักของโครงสร้างส่วนท้ายจากจุดเชื่อมต่อของกระดูกเชิงกรานดิ่งตรงลงมาตกอยู่ที่ด้านหน้าของนิ้วเท้าหลังของสุนัขได้อย่างพอดีซึ่งเป็นจุดศูนย์ถ่วงของโครงสร้างส่วนท้าย (ดูภาพประกอบ..ตามเส้นสีฟ้า)

 

Wip Tkk โครงสร้างส่วนท้ายในขณะยังเป็นลูกสุนัขจะไม่เน้นว่าต้องมีมุมต่างๆกี่องศาจึงจะดีที่สุด เพราะมุมต่างๆขณะเป็นลูกสุนัขกับตอนโตเต็มวัยของสุนัขไทยหลังอานนั้น มีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก และหาตัวสุนัขที่จะสามารถรักษาลักษณะของขาหลังเอาไว้ได้เหมือนกับตอนยังเป็นลูกสุนัขยากมาก เอาเป็นว่า มุมส่วนท้ายพอโตขึ้นควรสัมพันธ์กับมุมส่วนหน้าจะเป็นการดีที่สุด (ดูภาพประกอบ)

 

Wip Tkk ** ปัญหาคือโครงสร้างส่วนท้ายของสุนัขไทยหลังอานเมื่อโตขึ้นจะมีการแปรเปลี่ยนจากตอนเป็นลูกสุนัขค่อนข้างมากซึ่งต่างจากสุนัขสายพันธุ์อื่นๆ โดยเฉพาะกระดูกขาหลังท่อนล่าง (lower thigh) 

พบว่า กระดูกขาหลังท่อนล่างมีอัตราการยืดตัวน้อยกว่ากระดูกขาหลังท่อนบนค่อนข้างมาก กล่าวคือ ในขณะที่กระดูกขาหลังท่อนบนเจริญเติบโตตามวัยคือยาวขึ้นตามการยืดตัวสูงขึ้นของสุนัข แต่กระดูกขาหลังท่อนล่างกลับไม่ยืดยาวในสัดส่วนที่สัมพันธ์กัน คือ ยืดน้อยหรือช้ากว่ากระดูกขาหลังท่อนบน จึงทำให้มุมเข่าเริ่มชันขึ้นๆ มุมข้อเท้าเริ่มค่อยๆหายไป จนสุนัขไทยหลังอานบางตัวโตขึ้นขาหลังตึง บั้นท้ายเริ่มโด่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าสุนัขจะวิ่งด้วยขาหลังที่ขาดพลังขับเคลื่อนที่ดี คือ จะวิ่งไปในลักษณะลากขามากกว่าการถีบขาหลัง นี่คือปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของโครงสร้างสุนัขไทยหลังอานที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (ดูภาพประกอบ)

 

Wip Tkk ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว นักพัฒนาพันธุ์จึงพยายามหาวิธีที่จะปรับปรุงส่วนนี้ให้ดีขึ้น เพื่อให้ลูกสุนัขโตขึ้นมีมุมส่วนท้ายที่สวยงามเหมาะกับการประกวดเพื่อก้าวไปสู่เวทีระดับสากลและระดับโลก โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งข้อกำหนดในมาตรฐานพันธุ์ หลายคนทำได้ดีแล้วในขณะที่บางคนยังต้องพยายามกันต่อไป.... (ขอเป็นกำลังใจให้นักพัฒนาพันธุ์ทุกท่านมา ณ ที่นี้นะครับ)

ในการคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานเพื่อการประกวดในปัจจุบันจึงนิยมเลือกตัวที่มีกระดูกขาหลังยาวมากกว่าสั้นไว้ก่อน เพราะโอกาสที่ลูกสุนัขโตขึ้นจะมีมุมขาหลังที่พอดีมีมากกว่า ปัจจุบันจะพบว่าลูกสุนัขไทยหลังอานในสนามประกวดรุ่น Baby หลายๆตัวมีขาหลังที่ยาวกว่าในอดีตมาก แต่พอโตขึ้นไปในรุ่น Puppy และ Junior ส่วนของขาหลังเริ่มจะหดสั้นลง

 

Wip Tkk ในการเลือกลูกสุนัขที่มีขาหลังยาวมากๆมิใช่ว่าจะมีข้อดีเพียงอย่างเดียว ในทางตรงข้ามก็อาจจะมีข้อเสีย คือ ให้ระวังไปเลือกเอาลูกสุนัขที่มีข้อบกพร่องด้านกระดูกและข้อต่อต่างๆ ที่ผิดรูปมากเกินไป ร่างกายอาจไม่สามารถพัฒนาไปในทางที่ดีก็ได้ 

สำหรับมุมข้อเท้าหรือส้นเท้านั้น ระหว่างเป็นลูกสุนัขก็ไม่ควรมีมากเกินไป(ไม่ควรเกิน 90 องศา) ถ้ามุมข้อเท้ามากเกินไปจะสังเกตได้ว่าลูกสุนัขจะยืนย่อขาหลัง ทำให้ท้ายต่ำอยู่ตลอดเวลา ส่วนนี้จะติดตัวสุนัขไปจนโต และมักจะไม่ค่อยมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เรียกว่า ข้อเท้าอ่อน หรือ sickle hocks บางทีก็เรียกว่า over angulation โดยมากจะเกิดกับสุนัขที่มีกระดูกขาหลังเล็กและยาวเกินไป ซึ่งถือเป็นข้อบกพร่องอย่างหนึ่ง แล้วยังส่งผลเสียต่อการเคลื่อนไหวอีกด้วย เพราะขาหลังจะอ่อนปวกเปียก วิ่งแกว่งขาหลังไปมา มุมข้อเท้าที่สวยงามควรเป็นมุมฉากและมีกระดูกขา

 

Wip Tkk ** วิธีการคัดเลือกลูกสุนัขให้ได้ขาหลังที่สวยงาม แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็พอจะมีวิธี ที่จะแนะนำดังต่อไปนี้

- ให้อุ้มลูกสุนัขขึ้นยืนบนโต๊ะ เอาขนมล่อลูกสุนัขให้เงยหน้าขึ้น จับขาหน้าให้ยืนเข้าที่และมั่นคงก่อน แล้วค่อยมาจับแต่งขาหลังลูกสุนัข ไม่ควรยืดขาหลังลูกสุนัขออกไปมากจนเกินไป เอาแค่ข้อเท้าหลังใกล้เคียงมุมฉากกับพื้นก็พอแล้ว โดยสังเกตว่าลูกสุนัขยืนได้โดยไม่มีอาการเกร็งหรือขัดขืนจนต้องดึงขาหลังกลับเป็นใช้ได้ ตัวที่สามารถจับขาหลังยืดหดไปมาได้โดยลูกสุนัขไม่มีอาการขัดขืน เป็นสัญญาณที่ดี และเป็นตัวที่สมควรให้ความสนใจมากที่สุด 
เมื่อลูกสุนัขยืนสี่ขาได้ปกติอย่างสบายตัวที่สุดแล้ว ก็ให้เริ่มพิจารณาได้ โดยมองจากด้านข้างก่อน 

(1) ในกรณีที่ลูกสุนัขมีขาหลังที่ยาวเกินจุดศูนย์ถ่วงของโครงสร้างส่วนท้าย(ตามภาพ A)

- ให้เล็งตัวที่มีกระดูกขาหลังใหญ่และแข็งแรงไว้เป็นอันดับแรกก่อน ส่วนตัวที่กระดูกขาหลังเล็กเอาไว้เป็นอันดับรอง 

- ให้ใช้มือสัมผัสบริเวณหัวเข่าและข้อเท้าลูกสุนัข ควรเลือกตัวที่สัมผัสได้ถึงหัวเข่ามีความโค้งชัดเจนและข้อเท้ามีมุมหักที่ชัดเจน เพราะโตขึ้นมีโอกาสรักษามุมเข่าและมุมข้อเท้าได้ดีกว่าตัวที่มุมเข่าราบเรียบและมุมข้อเท้าหักมุมไม่ค่อยคมชัด

 

Wip Tkk (2) ในกรณีที่ลูกสุนัขมีขาหลังที่ไม่ยาวเกินจุดศูนย์ถ่วงของโครงสร้างส่วนท้ายหรือยาวพอดี

- หากลูกสุนัขมีขาหลังที่สั้นตั้งแต่เล็ก ไม่สามารถจับข้อเท้าหลังให้ตั้งฉากกับพื้นได้เลย จะสังเกตได้ถึงความตึงของท่อนขาหลังตั้งแต่เล็ก ให้ผ่านตัวนี้ไป 

- หากลูกสุนัขมีกระดูกขาหลังทั้งสองท่อนใหญ่แข็งแรงและยาวเท่ากัน สัมผัสได้ถึงมุมเข่าโค้งได้รูป และมีข้อเท้าหลังคมชัดและตั้งฉากกับพื้นอย่างสวยงามตั้งแต่เล็ก โดยรวมมองดูแล้วมีความสัมพันธ์กับโครงสร้างส่วนหน้าได้เป็นอย่างดี เรียกว่ายืนบนโต๊ะได้อย่างสมดุล ไม่ต้องปรับแต่งมากลูกสุนัขก็สามารถยืนเองได้แล้ว ไม่มีอาการเกร็งหรือขัดขืน (ตามภาพ B) 

** ตัวนี้ควรพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ โดยศึกษาจากลักษณะขาหลังของพ่อแม่พันธุ์และประวัติการให้ลูกประกอบการตัดสินใจด้วย

 

Wip Tkk (3) ขั้นตอนต่อมาให้ลูกสุนัขยืนบนโต๊ะในท่าปกติตามธรรมชาติ พิจารณาจาก
ด้านหลัง

- ลักษณะของขาหลังที่ดีที่สุด ต้องขนานกันตั้งแต่สะโพกลงมาถึงข้อเท้าและฝ่าเท้า (ตามภาพ A)

- หากข้อเท้าหุบเข้าหากัน ปลายเท้าจะแบะออกข้าง เรียกว่า ขาวัว หรือ cowed hock (ตามภาพ B) 

- หากข้อเท้ากางออกข้าง ปลายเท้าจะบิดเข้าด้านใน เรียกว่าขาโก่ง หรือ bowed hock (ตามภาพ C)

** ทั้งสองกรณี (B และ C) ถือเป็นข้อบกพร่อง ถ้าไม่จำเป็น ก็ให้หลีกเลี่ยงไม่เลือกเอามาประกวด เว้นแต่ลูกสุนัขมีส่วนอื่นดีมากหลายส่วนและยังเสียดายอยู่ หากเลือกไว้ก็ต้องไปรอลุ้นตอนลูกสุนัขโตขึ้นว่าจะมีพัฒนาการของขาหลังดีขึ้นหรือไม่ แต่ก็ต้องทำใจเผื่อไว้ด้วยนะครับ

 

Wip Tkk …จบเรื่องส่วนแขนและขาของสุนัขไทยหลังอานแล้วครับ ยาวหน่อยเพราะเป็นเรื่องสำคัญ เวลาบรรยายเป็นตัวหนังสือดูยืดยาวมาก แต่ถ้าเข้าใจแล้วในทางปฏิบัติจะผ่านขั้นตอนต่างๆได้อย่างรวดเร็วมากครับ สู้ ๆ ครับ..

“ สุนัขที่จะชนะการประกวดไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน 100 % ตามมาตรฐานพันธุ์หรือตามที่กล่าวไว้ในบทความนี้ ขอเพียงให้มีส่วนดีมากที่สุด และไม่มีข้อบกพร่องร้ายแรง ก็มีโอกาสไปถึงดวงดาวได้แล้วครับ”

 

การคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานเพื่อการประกวด

ตอนที่ 6 ว่าด้วยเรื่องการเคลื่อนไหว (Movement)

การประกวดสุนัขสวยงามทุกสายพันธุ์ในระบบสากลนั้น การเคลื่อนไหวถือเป็นหัวใจสำคัญของการประกวดก็ว่าได้ วันนี้จะนำเสนอเทคนิคของการคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานให้ได้ตัวที่มีการเคลื่อนไหวถูกต้องตามมาตรฐานสากล เทคนิคนี้ไม่เฉพาะเพื่อกลุ่มนักนิยมการประกวดสุนัขเท่านั้น กลุ่มคนที่เลี้ยงสุนัขเป็นเพื่อนเล่นซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่หากสนใจก็สามารถนำเอาไปเป็นแนวทางในการคัดเลือกลูกสุนัขได้เช่นกัน
...ลองมาติดตามกันนะครับ...

สุนัขที่ยืนหล่อๆ เท่ห์ๆ นิ่งๆนั้น ยังไม่อาจฟันธงลงไปว่าเป็นสุนัขฟอร์มประกวดแบบสากลนะครับ เพราะยังต้องแสดงการเคลื่อนไหวให้กรรมการตัดสินพิจารณาอย่างละเอียดก่อนว่า ที่เห็นยืนหล่อๆ เท่ห์ๆ นั้นใช่ของจริงหรือไม่ นั่นคือยังมีองค์ประกอบที่อยู่ภายในที่มองไม่เห็น ได้แก่ มุมต่างๆของโครงสร้างกระดูก ระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่อและเส้นเอ็นต่างๆว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด สุนัขบางตัวที่แฮนด์เล่อร์จับโพสสวยมาก แต่พอให้วิ่งเท่านั้นก็หมดสภาพความเป็นสุนัขฟอร์มประกวดไปเลยก็มี นี่ยังไม่รวมถึงอารมณ์ร่วมในการแสดงออกตอนวิ่งโชว์ (expression) ที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไปอีกนะครับ

 

Wip Tkk ** การเคลื่อนไหว (Movement) ในความหมายของการประกวดสุนัข หมายถึงการเดินและการวิ่งของสุนัขซึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่งของกรรมการตัดสิน สุนัขแต่ละสายพันธุ์ต่างก็มีบุคลิกลักษณะในการเคลื่อนไหวเฉพาะสายพันธุ์นั้นๆ ผู้เข้าร่วมประกวดสุนัขต้องเรียนรู้ให้เข้าใจก่อน 

สำหรับสุนัขไทยหลังอานนั้นเป็นสุนัขขนาดกลาง คือ ไม่ใหญ่ไปและไม่เล็กไป ไม่สูงหรือเตี้ย ขนาดกำลังดี มีสัดส่วนของโครงสร้างที่สมดุล และใกล้เคียงมาตรฐานสากลมาก การเคลื่อนไหวนอกจากมีพลังแล้ว ยังดูสวยและสง่างามมากอีกด้วย หากไปอ่านมาตรฐานพันธุ์ในหัวข้อเรื่องการเคลื่อนไหวก็จะพบว่าบรรยายไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่ต่างอะไรกับสุดยอดสุนัขต้นแบบในอุดมคติที่หลายคนชื่นชอบ 

** เทคนิคการคัดเลือกลูกสุนัขให้ได้ตัวที่มีการเคลื่อนไหวถูกต้อง มีดังต่อไปนี้...(ลูกสุนัขควรมีอายุตั้งแต่ 45 วันขึ้นไป ยิ่งโตยิ่งมองเห็นชัด)

1. ขาหน้า (Forelegs) ปล่อยให้ลูกสุนัขวิ่งเล่นห่างออกไปไกลพอสมควร (5-8 เมตร) แล้วตบมือเรียก จะใช้ขนมหรือของเล่นล่อก็ได้ เพื่อให้ลูกสุนัขวิ่งมาหา ในขณะเดียวกันเราต้องนั่งยองๆเพ่งมองไปที่ขาคู่หน้าของลูกสุนัข ขาหน้าลูกสุนัขขณะยังเล็กๆอยู่ยังไม่เจริญเติบโตหรือยืดตัวเต็มที่ แต่ก็ควรพิจารณาตัวที่วิ่งเตะขาคู่หน้าตรงและขนานกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

Wip Tkk ควรพิจารณาตัวที่วิ่งเตะขาคู่หน้าตรงและขนานกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (ตามภาพ A) ที่สำคัญข้อเท้าไม่ควรสะบัดออกข้าง หรือสะบัดเข้าด้านในของลำตัว(ตามภาพ B และ C) ข้อศอกลูกสุนัขไม่ควรกางออกหรือบีบเข้าใต้ลำตัว (Elbow in-out) มากจนเกินไป

 

Wip Tkk 2. ขาหลัง (Hind legs) นั่งยองๆจับลูกสุนัขไว้ก่อน แล้วให้เพื่อนอีกคนยืนห่างออกไปพอสมควรประมาณสัก 5-8 เมตร หลังจากนั้นให้เพื่อนตบมือเรียกลูกสุนัขให้วิ่งไปหา ขณะลูกสุนัขวิ่งตรงออกไปให้เพ่งมองไปที่ขาคู่หลังลูกสุนัข 
พิจารณาเลือกตัวที่ขาคู่หลังตั้งแต่สะโพก ข้อเข่า และข้อเท้าขนานกันมากที่สุดตามภาพ A ข้อเท้าไม่บิดเข้าหรือ cowed hock ตามภาพ B หรือบิดโก่งออกด้านข้าง หรือ bowed hock ตามภาพ C....(ดูภาพประกอบอีกครั้ง) 

** ในสนามประกวด กรรมการตัดสินจะพิจารณาขาหน้าและขาหลังสุนัขเมื่อวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า โดยปราศจากการจับแต่งใดๆ (Free stack)

 

Wip Tkk นอกจากนี้แม้ว่าข้อเท้าหลังจะขนานกันดีแล้ว แต่ก็ไม่ควรชิดกันมากจนเกินไป (close behind) ด้วย 
โดยรวมแล้วขาหลังต้องเคลื่อนไหวตรงไปในแนวเดียวกับขาหน้า ไม่วิ่งเฉียงออกด้านข้างหรือวิ่งเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งซึ่งอาจจะเกิดจากขาที่ยาวไม่เท่ากันหรือถ้าร้ายแรงมากก็อาจจะเกิดจากปัญหาโรคข้อสะโพก (hip dysplasia) ที่จะแสดงออกมาในอนาคตก็ได้

 

Wip Tkk 3. เส้นหลัง (Top line) และการวิ่งด้านข้าง (side gait) เป็นการพิจารณาการวิ่งของลูกสุนัขจากด้านข้าง โดยให้เพื่อนสองคน (นาย A และนาย B) ยืนห่างกันประมาณ 5-8 เมตร ให้เรา(นาย C) นั่งยองๆอยู่ในจุดศูนย์กลางของเส้นสามเหลี่ยม ให้นาย A และนาย B สลับกันปล่อยลูกสุนัขวิ่งสลับกันไปมาหลายๆรอบ โดยมีขนมหรือของเล่นล่อลูกสุนัข (ดูภาพประกอบ)

 

Wip Tkk 3.1 ให้พิจารณาเลือกลูกสุนัขตัวที่รักษาระดับของเส้นหลังได้มั่นคงที่สุด (ใกล้เคียงเส้นตรง) และดูแข็งแรงที่สุด อนุโลมให้เส้นหลังลูกสุนัขอ่อนไหวได้เพียงเล็กน้อยเพราะกระดูกสันหลังยังพัฒนาได้อีก 

3.2 ไม่ควรเลือกตัวที่เส้นหลังเคลื่อนไหวยวบยาบขึ้นลง จนดูไม่เป็นเส้นเดียวกัน มองเห็นชัดเจนตั้งแต่เป็นลูกสุนัข เนื่องจากข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนซี่โครง (Thoracic) กับ กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar) มีความหลวม เมื่อลูกสุนัขโตขึ้นมีโอกาสจะวิ่งแกว่งเส้นหลังขึ้นลงเป็นลูกคลื่น ซึ่งเซียนรุ่นเก๋าเรียกว่า “หลังสองตอน” (ดูภาพประกอบ)

** ภาพประกอบเป็นสุนัขโต กรณีเป็นลูกสุนัขจะสังเกตข้อบกพร่องนี้ได้ยากมาก แต่ก็นำเสนอมาเพื่อให้เป็นความรู้อย่างหนึ่ง และข้อบกพร่องส่วนนี้จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อลูกสุนัขกำลังวิ่งเท่านั้น **

 

Wip Tkk 3.3 ไม่ควรเลือกตัวที่เส้นหลังทั้งระบบอ่อนหรือหลังแอ่น (sway back) หรือเส้นหลังโก่งขึ้นด้านบน (roach back) ลูกสุนัขบางตัวมองเห็นข้อบกพร่องนี้ตั้งแต่ยืนบนโต๊ะ 

3.4 ไม่ควรเลือกตัวที่วิ่งหน้าทิ่มต่ำ ท้ายโด่งสูง ตลอดเวลา

3.5 ให้เลือกตัวที่ก้าวขาหน้า (reach) ออกด้านหน้าได้มาก ในขณะที่ขาหลังถีบ (drive)ไปด้านหลังได้มากไว้ก่อน และปลายเท้าหน้าและปลายเท้าหลังควรสอดประสานกันใต้กึ่งกลางลำตัวได้พอดิบพอดี ปลายเท้าที่ห่างมากมักจะเกิดกับลูกสุนัขที่ลำตัวยาวเกินไป และปลายเท้าที่เกยกันมากมักจะเกิดกับลูกสุนัขที่ตัวสั้นเกินไป แต่ระหว่างลำตัวสั้นกับลำตัวยาว ตัวสั้นจะได้เปรียบกว่าตามที่ได้อธิบายไว้แล้วในบทก่อน (อาจใช้วิธีปล่อยให้วิ่งเปรียบเทียบกันระหว่างลูกสุนัขสองตัวที่เล็งเอาไว้แล้ว)

 

Wip Tkk 3.6 มองจากด้านข้าง ลูกสุนัขไม่ควรวิ่งยกขาหน้าสูงให้เห็นตั้งแต่เล็ก เพราะพอโตขึ้นมีโอกาสที่มุมไหล่จะกางมากเกินไป หรือไม่ก็ upper arms สั้นกว่า shoulder blade มาก ทำให้เวลาก้าวขาหน้า จะเกิดจังหวะสะดุด สุนัขจะยกขาหน้าค้างไว้นานกว่าปกติ คล้ายกับการวิ่งเหยาะๆของม้า (hackney) ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการวิ่งที่ถูกต้องของสุนัขไทยหลังอาน (ดูภาพประกอบ)

 


Wip Tkk
 ** การคัดเลือกลูกสุนัขในบทที่ว่าด้วยการเคลื่อนไหวนี้เป็นการคัดเลือกโดยลูกสุนัขยังไม่ใส่สายจูง และเป็นเรื่องค่อนข้างยากสำหรับมือใหม่หัดประกวดหากลูกสุนัขเอาแต่วิ่งเล่นซุกซน 

ในกรณีลูกสุนัขอายุ 2 เดือนขึ้นไป สามารถใส่สายจูงได้แล้วจะดูง่ายกว่ามาก สามารถไปคนเดียวก็เลือกได้โดยให้เจ้าของลูกสุนัขจูงลูกสุนัขเดินช้าๆตามขั้นตอนที่กล่าวมา สามารถใช้ขนมล่อลูกสุนัขให้เชิดหน้าขึ้นขณะวิ่ง 

อย่างไรก็ตามหากไม่มั่นใจในตัวเอง ก็ควรชวนเพื่อนที่มีประสบการณ์ไปช่วยคัดเลือกลูกสุนัขด้วยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ควรกระทำ และอย่าลืมพิจารณาลักษณะการวิ่งของพ่อแม่พันธุ์ประกอบการตัดสินใจด้วยนะครับ เพราะการวิ่งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้พอๆกับความสมดุลของโครงสร้างครับ 

** ท้ายนี้ขอนำภาพการเคลื่อนไหวของลูกสุนัขตัวหนึ่งอายุ 3 เดือนมาให้ชมเป็นตัวอย่าง ก่อนที่จะได้รับรางวัล Best Baby In Show (All Breed) เนื่องจากชนะใจกรรมการที่การเคลื่อนไหวนี่แหละครับ **

 

 


 

การคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานเพื่อการประกวด (ตอนสุดท้าย)

ตอนที่ 7 ว่าด้วยเรื่องพฤติกรรมและอารมณ์ (Behaviour & Temperament)

สุนัขไทยหลังอานเป็นสุนัขที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ลูกสุนัขจะมีจิตใจและความคิดความอ่านโตเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าสุนัขอีกหลายๆสายพันธุ์ อายุตั้งแต่ 1 เดือนเราก็จะเริ่มได้เห็นการแสดงออกต่างๆ ของลูกสุนัขแล้ว เช่น การขึ้นกดขี่ตัวอื่น การประลองกำลังกันจากเบาๆไปจนถึงขั้นรุนแรงเพื่อวัดกันว่าใครใหญ่และควรเป็นจ่าฝูง แล้วยังมีพฤติกรรมเห่าหอนเลียนแบบตามผู้ใหญ่(สุนัขโต) ฯลฯ

พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวแต่อย่างใด แต่เป็นพฤติกรรมที่เป็นพื้นฐานของสายพันธุ์ ต่อให้เป็นสุนัขประกวดที่เจนสนามมาอย่างโชกโชน ถ้าปล่อยให้เล่นกันเป็นฝูงแบบสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้กลางสนามประกวด... รับรองได้เรื่อง

 

Wip Tkk สรุปคือ สุนัขไทยหลังอานโดยพื้นฐานแล้วเป็นสุนัขนักล่า ซื่อสัตย์ รักเจ้าของ ในบทบัญญัติของมาตรฐานพันธุ์ฉบับ FCI จึงมีการระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นสุนัขประเภท Royal, hunting

ไม่ใช่สุนัขประเภท Friendly อย่างสุนัขสายพันธุ์อื่นๆในกลุ่มเดียวกัน (Group 5) เช่น Siberian husky, Akita, Alaskan malamute, Samoyd, Pomeranian เป็นต้น ดังนั้นระดับความเข้มงวดในเรื่องพฤติกรรมและอารมณ์ของสุนัขแต่ละสายพันธุ์จึงแตกต่างกัน จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นกรรมการตัดสินบางท่านไม่เปิดฟันสุนัขเอง บางท่านถึงกับไม่สัมผัสร่างกายสุนัขไทยหลังอานในสนามประกวดเสียด้วยซ้ำ แต่ก็สามารถใช้ประสบการณ์ของตนเองตัดสินเลือกสุนัขตัวที่สวยที่สุดออกมาได้อย่างถูกต้อง 

อย่างไรก็ตามสุนัขประกวดก็ไม่ควรแสดงพฤติกรรมดั้งเดิมออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนมากจนเกินไป ต้องสามารถเข้าสู่สังคมได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสุนัขที่ขี้เล่น ขี้ประจบ หรือเป็นมิตรมากจนเกินไป ควรมีจิตประสาทที่มั่นคง กล้าหาญ แต่ไม่ก้าวร้าวหรือขี้กลัวมากจนเกินไป มิฉะนั้นก็อาจจะไปไม่ถึงดวงดาวสูงสุด

 

Wip Tkk เทคนิคการทดสอบพฤติกรรมและอารมณ์ของลูกสุนัขไทยหลังอานมีหลายวิธี จะใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายๆวิธีก็ได้ตามความเหมาะสม มาดูวิธีที่จะแนะนำกัน ดังต่อไปนี้ ...(ลูกสุนัขควรมีอายุ 45 วันขึ้นไป)

1. ขณะลูกสุนัขทั้งครอกเล่นกันตามปกติ ลูกสุนัขตัวที่ชอบขึ้นขี่ตัวอื่น แม้ว่าจะถูกตัวอื่นขี่บ้างก็ไม่เป็นไร ถือว่ามีจิตใจกล้าหาญ (ผ่าน) 

...ลูกสุนัขตัวที่มีแต่ถูกตัวอื่นกดขี่ตลอดเวลาเพียงฝ่ายเดียว บางครั้งก็วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ถือว่าจิตใจไม่กล้าหาญพอ ภาษาเซียนเรียกว่า “ไม่สู้หมา” ลงสนามมีโอกาสหางตก... (ไม่ผ่าน)

 

Wip Tkk 2. ปล่อยให้ลูกสุนัขทั้งครอกวิ่งเล่นกันตามปกติ ลองตบมือเรียกลูกสุนัขดูการตอบสนองของลูกสุนัข ลูกสุนัขที่หันมามอง แลบลิ้นเล็กน้อยแล้วกระดิกหางวิ่งมาหา พอจะอนุมานได้ว่าลูกสุนัขหูไม่หนวก และมีจิตใจกล้าหาญ (ผ่าน)

...แต่ถ้าตบมือหลายครั้งแล้วลูกสุนัขตัวไหนไม่หันมามองเลย ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องการได้ยิน หรือถ้าแสดงอาการตกใจหางจุกก้น หรือวิ่งหนี แสดงว่าขี้ขลาด (ไม่ผ่าน)

 

Wip Tkk 3. ปล่อยให้ลูกสุนัขเดินตามหลังเราไปเรื่อยๆ จากนั้นให้เราหันกลับมาอย่างรวดเร็ว ลูกสุนัขควรหยุดมองแล้วกระดิกหาง จากนั้นก็เดินมาหาเราด้วยแววตาที่ร่าเริง เป็นมิตร ลูกสุนัข ตัวนี้รู้จักวิเคราะห์เหตุการณ์ และจิตใจกล้าหาญ มีแววสดใสในสนามประกวด expression ดี.. (ผ่าน)

... แต่ถ้าลูกสุนัขมีอาการตื่นตกใจ วิ่งหนี (ไม่ผ่าน)

 

Wip Tkk 4. ใส่สายจูงยาวๆร่วมกับปลอกคอเล็กๆที่ไม่รัดคอลูกสุนัข หรือจะเป็นสายรัดอกก็ได้ พาลูกสุนัขออกไปเดินเล่นนอกสถานที่ จะจูงไปพร้อมกันหลายๆตัวก็ได้ หลังจากปล่อยให้ลูกสุนัขเล่นกับสายจูงจนคุ้นเคยสักพักแล้ว ให้สังเกตอาการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมใหม่ๆภายนอก ลูกสุนัขที่แสดงอาการสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว และอยากจะเดินหรือวิ่งเข้าไปเล่นด้วย (ผ่าน)

... แต่ถ้าลูกสุนัขไม่ยอมเดินเลย เอาแต่ทำตัวสั่น หางจุกก้น หรือพยายามขัดขืน เอาแต่จะวิ่งหนีกลับเข้าบ้านของตัวเอง หรือลูกสุนัขทำขนพองทั้งตัวพยายามที่จะขู่หรือกระโจนเข้ากัดคนแปลกหน้าหรือสุนัขข้างถนน (ไม่ผ่าน)

5. ขณะลูกสุนัขเดินเล่นอยู่ที่พื้น ให้เอามือลูบหัวลูกสุนัข ลูกสุนัขควรกระดิกหาง และเงยหน้าขึ้นแล้วเอาลิ้นเลียมือของเรา และยอมให้เปิดดูฟันแต่โดยดี.. (ผ่าน)

... แต่ถ้าลูกสุนัขทำตัวสั่นหางจุกก้น พยายามเบี่ยงหัวหลบไปมา ไม่ยอมให้ลูบหัว หรือทำตัวเกร็ง มีเสียงขู่ในลำคอและพยายามที่จะงับนิ้วมือของเรา ไม่ยอมให้เปิดดูฟัน.. (ไม่ผ่าน)

 

Wip Tkk ** เรื่องของพฤติกรรมและอารมณ์ของสุนัขที่จะนำมาประกวดนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะสุนัขไทยหลังอานนั้น เมื่อโตขึ้นยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้อีกหากเลี้ยงดูผิดวิธี คำแนะนำคือ ควรศึกษาพฤติกรรมและอารมณ์ของพ่อแม่พันธุ์ประกอบการตัดสินใจด้วย เพราะพฤติกรรมและอารมณ์สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เป็นพฤติกรรมภายใน นอกจากนี้ลูกสุนัขยังสามารถมีพฤติกรรมจากภายนอกได้อีก เช่น จากการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม การพาเข้าสังคม เป็นต้น

กรณีที่พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ดุมาก โอกาสลูกสุนัขจะดุและก้าวร้าวมีมาก แต่ถ้าพ่อพันธุ์ดุแต่แม่พันธุ์ใจดี ลูกสุนัขยังมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดอารมณ์ที่ดีจากแม่ เพราะแม่จะเป็นผู้เลี้ยงดู และคอยสั่งคอยสอนทั้งเรื่องการกินอยู่หลับนอนตลอดจนเรื่องความเชื่อมั่นต่อสิ่งแปลกใหม่ทั้งคนและสัตว์ **

 


Wip Tkk
 ** บทสรุปสำหรับมือใหม่หัดประกวด **

1. ให้ศึกษาข้อกำหนดต่างๆในมาตรฐานพันธุ์อย่างละเอียด และจงยึดมั่นเป็นหลัก แล้วจะไม่หลงทางเสียทั้งเวลา เงินทอง และความรู้สึก เพราะสุนัขจะอยู่กับเราไปอีกนับสิบปี

2. สุนัขที่จะชนะการประกวดไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน 100 % ตามมาตรฐานพันธุ์ หรือตามที่กล่าวไว้ในบทความนี้ ขอเพียงให้มีส่วนดีมากที่สุด และไม่มีข้อบกพร่องร้ายแรง ก็มีโอกาสไปถึงดวงดาวได้แล้ว การคัดเลือกลูกสุนัขเพื่อการประกวด ให้เน้นหนักไปที่ 3 หัวข้อดังนี้
2.1 โครงสร้าง (บทความ ตอนที่ 5)
2.2 การเคลื่อนไหว (บทความ ตอนที่ 6)
2.3 พฤติกรรรมและอารมณ์ (บทความ ตอนที่ 7)
** ส่วนบทความตอนอื่นๆความสำคัญเป็นรอง หากได้ส่วนดีมาด้วยก็จะยิ่งประเสริฐ **

3. ลูกสุนัขไม่จำเป็นต้องมีสายเลือดแชมป์ก็มีฟอร์มประกวดได้ ส่วนลูกสุนัขที่มีสายเลือดแชมป์มากมายกี่ชั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีฟอร์มประกวดทุกตัว จึงควรคัดเลือกก่อนตัดสินใจทุกครั้ง (ดูหมายเหตุ)

4. เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการจูงสุนัขประกวดอย่างถูกวิธีจากมืออาชีพในสนามประกวด (กรณีต้องการจูงประกวดเอง)

5. เรียนรู้เรื่องขั้นตอนการประกวด และปฏิบัติตามกฎติกามารยาทว่าด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดสุนัขอย่างเคร่งครัด มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย....ชื่นชมผู้ชนะ และให้กำลังใจผู้แพ้...แล้วความสุขก็จะตามมา

จบเรื่อง “การคัดเลือกลูกสุนัขไทยหลังอานเพื่อการประกวด” แล้ว ขอให้มือใหม่หัดประกวดสุนัขไทยหลังอานทุกท่านประสบความสำเร็จและมีความสุขจากการเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดสุนัขโดยทั่วกัน 

...ขอขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามครับ...

 

Wip Tkk ** หมายเหตุ เมื่อท่านอ่านบทความนี้อย่างละเอียดจนจบก็จะเห็นได้ว่า ลูกสุนัขที่จะมีฟอร์มประกวดนั้น ต้องมีคุณสมบัติหลายอย่างตามเกณฑ์ที่อธิบายมา ลูกสุนัขยิ่งมีคุณสมบัติที่ดีมากเท่าไรก็จะยิ่งหวังผลได้มากเท่านั้นและมีเส้นทางการประกวดได้ยาวไกลจนถึงดวงดาว

ดังนั้นลูกสุนัขฟอร์มประกวดจริงๆจึงมีราคาค่อนข้างสูงซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกสุนัขที่มีสายเลือดของพ่อแม่พันธุ์ที่ผ่านการพิสูจน์จากสนามประกวดมาแล้ว ยิ่งถ้าเป็นตัวที่มีผลงานการให้ลูกฟอร์มประกวดมาแล้วมากมายก็ยิ่งเป็นที่เชื่อถือได้มาก เรียกว่าคุณภาพคุ้มราคา 

อีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ลูกสุนัขฟอร์มประกวดราคาย่อมเยาที่เกิดจากพ่อแม่พันธุ์สวยๆที่ไม่ได้ส่งเข้าประกวด ซึ่งแน่นอนย่อมจะมีน้อยกว่ากลุ่มแรก และต้องใช้ความพยายามและใช้เวลาในการเฟ้นหาหน่อยนะครับ ทางเลือกจึงขึ้นอยู่กับงบประมาณและการตั้งเป้าหมายในการประกวดสุนัขของแต่ละท่าน

.. สู้ ๆ นะครับ ขอเป็นกำลังใจให้นักนิยมการประกวดและนักพัฒนาพันธุ์สุนัขไทยหลังอานทุกๆท่าน มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 

 

 

 

 

 

 


 

 
web counter
Top!
Top!